Bacteria Gram negative
1.โรคหนองใน (Gonorrhea)
โรคหนองในมีชื่อทางการแพทย์ว่า
โกโนเรีย (Gonorrhea) ภาษาชาวบ้านเรียกว่าโรคบุรุษหรือโรคสตรี
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยกว่ากามโรคชนิดอื่น พบได้ทั่วโลก
มีอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพวกหนุ่มสาว จะติดโรคนี้มากเป็นพิเศษ
เชื้อที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่เชื้อแบคทีเรียประเภทตัวกลม
ที่มีชื่อเรียกว่า ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย (Neisseria gonorrhoeae)
ภาพที่ 1 เชื้อ Neisseria gonorrhoeae
แหล่งของโรค
ได้แก่มนุษย์หรือผู้ที่มีเชื้อหนองในอยู่ในร่างกาย
คนที่เป็นพาหะของโรคเป็นผู้แพร่เชื้อ
การติดต่อ
หนองในเป็นโรคติดต่อโดยตรงจากการร่วมประเวณีกับผู้ที่เป็นโรค
หรือจากการสัมผัสทางอ้อมจากการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น จากการใช้ผ้าเช็ดตัว
เป็นต้น
- ระยะฟักตัวของโรค ปกติประมาณ 3 – 4 วัน บางครั้ง 9 วันหรืออาจยาวนาน 1-2 สัปดาห์
- ระยะติดต่อ หากผู้ป่วยไม่ทำการรักษา
การติดต่อของโรคจะนานเป็นเดือนหรือเป็นปี
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นสตรีมักจะไม่ค่อยแสดงอาการออกมาให้เห็น
- ความไวต่อโรคและความต้านทาน ผู้ที่ได้รับเชื้อมีความไวต่อการเป็นโรคนี้ เมื่อหายแล้วอาจเป็นซํ้าได้อีกเมื่อได้รับเชื้อใหม่
ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค
อาการ
หนองในเป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุอวัยวะต่างๆโดยเฉพาะเยื่อบุในท่อปัสสาวะ
ในช่องคลอด และท่อปัสสาวะของหญิง
ในผู้ชายจะมีอาการที่รุนแรง คือ ภายหลังจากรับเชื้อแล้ว 3-9 วัน จะพบว่ามีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ
ทำให้ถ่ายปัสสาวะลำบาก มีอาการขัดเบา
เนื่องจากคันแสบหรือปวดแสบปวดร้อนในท่อปัสสาวะ
ปากท่อปัสสาวะจะบวมแดงหนองอาจจะไหลเยิ้มถึงขั้นเปียกกางเกงใน
ประมาณ 1-2 สัปดาห์หากไม่ได้รับการรักษาหนองจะเริ่มน้อยลง
แต่อาการ อักเสบยังคงอยู่ การปล่อยทิ้งไว้โรคจะดำเนินกลายเป็นเรื้อรัง
ทำให้ต่อมนํ้าเหลืองบวมเจ็บ อาจมีอาการปวดตามข้อ ทำให้เกิดต่อมลูกหมากอักเสบ
ท่ออสุจิตีบตันและทำให้เป็นหมันได้
ในผู้หญิง อาการจะน้อยกว่าในผู้ชาย อาจจะไม่มีอาการอะไรเลย
หรือมีแต่เพียง อาการอักเสบเวลาปัสสาวะ บางรายอาจมีหนองไหล พบว่ามีตกขาวมากหรือบางที
มีนํ้าเหลืองข้นออกมาทางช่องคลอด
บางรายเมื่อได้รับเชื้อแล้ว 2-3 วัน จะเกิดอาการอักเสบที่ปากมดลูก และมีหนองไหล
แต่ไม่ค่อยมีอาการอักเสบมากเหมือนผู้ชาย
หรืออาจมีอาการอักเสบของช่องคลอดปีกมดลูกอักเสบ มีปัสสาวะแสบขัด
ถ้าไม่รักษาอาจจะลุกลามต่อไปที่กระเพาะปัสสาวะและทวารหนักได้และทำให้เกิดอักเสบของปีกมดลูก
เป็นผลให้ไข่เดินทางมาสู่โพรงมดลูกไม่สะดวก
อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการตั้งครรภ์นอกมดลูก ทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคนี้
ตาของทารกจะอักเสบอาจถึงกับตาบอดได้
การตรวจหาเชื้อและวินิจฉัยโรค
ตรวจหาเชื้อจากหนองโดยการย้อมสีกรัม (Gram Stain) พบเชื้อ Gram negative
สีแดง
มีการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์มีหนอง
ในเพศหญิงจะพบการตกขาวออกมาเป็นหนอง
มีอาการอักเสบของช่องคลอดมีการอักเสบที่ปากมดลูก ปวดท้องน้อยเนื่องจากมดลูกอักเสบ
การรักษาพยาบาล
1. ให้ยา โปรบีนีซิด (Probenecid) ขนาด 1 กรัม ครั้งแรก แล้วต่อมาอีก 30 นาที ให้ฉีด อเควอัส โปรเค เพนิซิลลิน จี. (Aqueous procaine
penicillin G.) ขนาด 4.8 ล้านหน่วย โดย
แบ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 แห่ง
2. หรือให้ เตทตราซัยคลิน (Tetracycline HCI)
1.5กรัม รับประทานครั้งแรก แล้วตามด้วย เตทตราซัยคลิน (Tetracycline
HCI) ขนาด 0.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน
รวมทั้งสิ้นให้ได้รับยา 9 กรัม
3. ให้ยา แอมพิซิลลิน (ampicicllin) 2 กรัม ร่วมกับ โปรเบนีซิด (Pobenecid) 1 กรัม
ควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์
ที่มา : http://www.healthcarethai.com/โรคหนองในgonorrhea/ (27 Nov 2015)
2.โรค ไอกรน (pertussis)
โรค
ไอกรนเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ และเกิดอาการไอ
ที่มีลักษณะพิเศษคือ ไอซ้อนๆ ติดๆ กัน 5-10 ครั้ง
หรือมากกว่านั้นจนเด็กหายใจไม่ทัน จึงหยุดไอ และมีอาการหายใจเข้าลึกๆ เป็นเสียง
วู๊ป (Whooping cough) สลับกันไปกับการไอเป็นชุดๆ
จึงมีชื่อเรียกว่า “โรคไอกรน” บางครั้งอาการอาจจะเรื้อรังนานเป็นเวลา
2-3 เดือน
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis (B. pertussis) เป็นเชื้อที่เพาะขึ้นใน Bordet Gengau media ซึ่งเป็นเชื้อที่เพาะขึ้นได้ยาก
จะพบเชื้อได้ในลำคอ ในส่วน nasopharynx ของผู้ป่วยในระยะ 1-2
อาทิตย์แรก ก่อนมีอาการ ไอเป็นแบบ paroxysmal
ภาพที่ 1 เชื้อ Bordetella
pertussis
ระบาดวิทยา
ไอกรนเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ
จาม รดกันโดยตรง ผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจะติดเชื้อและเกิดโรคเกือบทุกราย
โรคนี้พบได้บ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัว
ซึ่งมีการติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ (carrier) หรือมีอาการไม่มาก โรคไอกรนเป็นได้กับทารกตั้งแต่เดือนแรก ทั้งนี้
เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านมายังลูกไม่ได้หรือได้น้อยมาก
ในเด็กเล็กอาการจะรุนแรงมากและมีอัตราตายสูง
ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีและเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน โดยทั่วไปแล้ว
โรคนี้เป็นได้ทุกอายุ ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ในวัยหนุ่มสาว หรือผู้ใหญ่อาจไม่มีอาการ
หรือไม่มีอาการแบบไอกรน ส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอกรน
ใน ประเทศไทย
อุบัติการณ์ของโรคไอกรนลดลงมาก
ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มระดับความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน
บาดทะยัก อย่างไรก็ดียังพบโรคนี้ได้ประปรายในชนบท และพบในเด็กอายุเกิน 5 ปี มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน
พบการระบาดเป็นครั้งคราวในเด็กนักเรียนชั้นประถม
ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 6-20 วัน ที่พบบ่อย 7-10 วัน
ถ้าสัมผัสโรคมาเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการ
แสดงว่าไม่ติดโรค
อาการและอาการแสดง
อาการของโรคแบ่งได้เป็น
3 ระยะ ดังนี้
1) ระยะแรก
เด็กจะเริ่มมีอาการ มีน้ำมูก และไอ เหมือนอาการเริ่มแรกของโรคหวัดธรรมดา
อาจมีไข้ต่ำๆ ตาแดง น้ำตาไหล ระยะนี้เรียกว่า Catarrhal stage จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์
ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าไอนานเกิน 10 วัน เป็นแบบไอแห้งๆ
2) Paroxysmal stage ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะ
จะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้ง ตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู๊ป (whoop) ซึ่งเป็นเสียงการดูดลมเข้าอย่างแรง ในช่วงที่ไอผู้ป่วยจะมีหน้าตาแดง
น้ำมูก น้ำตาไหล ตาถลน ลิ้นจุกปาก เส้นเลือดที่คอโป่งพอง
การไอเป็นกลไกที่จะขับเสมหะที่เหนียวข้นในทางเดินหายใจออกมา
ผู้ป่วยจึงจะไอติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถขับเสมหะที่เหนียวออกมาได้
บางครั้งเด็กอาจจะมีหน้าเขียว เพราะหายใจไม่ทันโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อายุน้อยกว่า 6
เดือน จะพบอาการหน้าเขียวได้บ่อย และบางครั้งมีการหยุดหายใจร่วมด้วย
อาการหน้าเขียวอาจจะเกิดจากเสมหะอุดทางเดินหายใจได้
ส่วนใหญ่เด็กเล็กมักจะมีอาการอาเจียนตามหลังการไอเป็นชุดๆ ระยะไอเป็นชุดๆ
นี้จะเป็นอยู่นาน 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านี้ได้
3) ระยะ ฟื้นตัว (Convalescent
stage) กินเวลา 2-3 สัปดาห์ อาการไอเป็นชุดๆ
จะค่อยๆ ลดลงทั้งความรุนแรงของการไอและจำนวนครั้ง แต่จะยังมีอาการไอหลายสัปดาห์
ระยะของโรคทั้งหมดถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนจะใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์
โรคแทรกซ้อน
1.
โรคแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ
ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายที่สำคัญของโรคไอกรนในเด็กเล็ก
โรคในปอดที่อาจพบได้อีกจะเกิดจากการมีเสมหะเหนียวไปอุดในหลอดลมและถุงลม ทำให้เกิด atelectasis
2.
จากการไอมากๆ ทำให้มีเลือดออกในเยื่อบุตา (Subconjunctival
hemorrhage) มี petechiae ที่หน้า และในสมอง
3.
ระบบประสาท อาจมีอาการชัก พบบ่อยในเด็กเล็ก
เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงสมองในขณะที่ไอถี่ๆ
และอาการชักอาจเกิดจากมีเลือดออกในสมอง
การวินิจฉัยโรค
อาศัย อาการทางคลินิกที่มีลักษณะอาการไอเป็นชุดๆ มีเสียงวู๊ป
ร่วมกับการตรวจเลือด พบมีเม็ดเลือดขาวสูงเกินปกติ และมี lymphocytosis แต่เนื่องจากอาการไอแบบนี้อาจเกิดจากเชื้อ B.
parapertussis, Clamydia trachomatis และ adenoviruses
การวินิจฉัยที่แน่นอนจึงต้องทำการเพาะเชื้อ B.
pertussis จาก nasopharyngeal swab หรือดูดเอา
nasopharyngeal mucus มาเพาะบน Bordet Gengau media ส่วนใหญ่จะตรวจพบเชื้อได้ในระยะ Catarrhal stage และในสัปดาห์แรกที่เริ่มมีอาการไอแบบ
paroxysmal ภายหลังจากเริ่มมีอาการ 4 สัปดาห์
มักจะตรวจไม่พบเชื้อ
การรักษา
เนื่องจากเชื้อ B. pertussis จะมีอยู่ในลำคอของผู้ป่วยในช่วงระยะแรก
(Catarrhal stage) ดังนั้นถ้าให้ยาปฎิชีวนะที่ได้ผลเฉพาะคือ erythromycin
ในขนาด 50 มก./กก./วัน เป็นระยะเวลา 14
วัน ในระยะนี้จะช่วยให้ความรุนแรงของโรคลดลงได้
แต่ถ้าพบผู้ป่วยระยะที่มีการไอเป็นชุดๆ
แล้วการให้ยาจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรุนแรงของโรคได้
แต่จะสามารถฆ่าเชื้อโรคที่อาจจะยังมีอยู่ให้หมดไปได้ในระยะ 3-4 วัน เป็นการลดการแพร่กระจายของเชื้อได้
การ รักษาตามอาการให้เด็กได้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่น
อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่จะทำให้เด็กไอมากขึ้น เช่น
การออกแรง ฝุ่นละออง ควันไฟ ควันบุหรี่ อากาศที่ร้อนหรือเย็นจัดเกินไป
การป้องกัน
การแยกผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย erythromycin เชื้อจะหมดไปภายใน
5 วัน ดังนั้น จึงแยก
ผู้ป่วย 5 วัน นับจากที่เริ่มให้ยา หรือแยกไว้ 3
สัปดาห์ หลังจากที่เริ่มมีอาการไอแบบ paroxysmal
ผู้สัมผัสโรค
ทุก คนควรได้รับการติดตามดูว่าจะมีอาการไอเกิดขึ้นหรือไม่อย่างใกล้ชิด
โดยติดตามไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เด็กที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดควรได้รับ
erythromycin (40-50 มก./กก./วัน) 14 วัน ถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันครบแล้วก็ตาม
ทั้งนี้เพราะระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนอาจไม่สูงพอในเด็กบางคน
ผู้สัมผัสโรคที่อายุน้อยกว่า 6 ปี
ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือได้ไม่ครบ 4 ครั้ง ควรจะเริ่มให้วัคซีนหรือเพิ่มให้ครบตามกำหนดการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน
ผู้สัมผัสโรคที่เคยได้รับมาแล้ว 4 ครั้ง ให้กระตุ้นเพิ่มอีก 1
ครั้ง ยกเว้นเด็กที่เคยได้รับ booster มาแล้วภายใน
3 ปี หรือเป็นเด็กอายุเกิน 6 ปี
ไม่ต้องฉีดกระตุ้นเพิ่ม ส่วนผู้ที่เคยได้มาแล้ว 3 ครั้ง
และครั้งที่ 3 เกิน 6 เดือน ควรจะให้ dose
ที่ 4 ทันทีที่สัมผัสโรค
การให้วัคซีนป้องกัน
ในเด็กอายุน้อยกว่า
6 ปี การได้รับวัคซีนป้องกันไอกรน 4-5 ครั้ง
นับเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคไอกรน
วัคซีนไอกรนที่มีใช้ขณะนี้เป็นวัคซีนที่เตรียมจากแบคทีเรีย B.
pertussis ที่ตายแล้ว (Whole cell vaccine) รวมกับ diphtheria และ tetanus toxoids
(Triple vaccine, DTP) ให้ฉีดเข้ากล้าม
กำหนดการให้วัคซีนเริ่มเมื่ออายุ 2 เดือน และให้อีก 2
ครั้ง ระยะห่างกัน 2 เดือนคือ ให้เมื่ออายุ 4
และ 6 เดือน โด๊สที่ 4 ให้เมื่ออายุ
18 เดือน นับเป็นครบชุดแรก (Primary immunization) โด๊สที่ 5 ถือเป็นการกระตุ้น (booster dose) ให้เมื่ออายุ 4 ปี เด็กที่มีอายุเกิน 7 ปี แล้วจะไม่ให้วัคซีนไอกรน ทั้งนี้เพราะจะพบปฏิกิริยาข้างเคียงได้สูง
ที่มา : http://thaigcd.ddc.moph.go.th/knowledges/view/30 (27 Nov 2015)
3.โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
โรคฉี่หนูเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
(Zoonosis) ซึ่งมีหนูเป็นตัวแพร่เชื้อ ส่วนสุนัข สุกร โค
กระบือ แพะ แกะและสัตว์เลี้ยงพบการป่วยเป็นโรคนี้ได้
แต่แมวไม่ค่อยพบการป่วยด้วยโรคนี้ สัตว์ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อทางปัสสาวะ
พบการระบาดของโรคนี้สูงในช่วงฤดูฝน หรือช่วงน้ำท่วมขัง
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Leptospira interrogans ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ รูปร่างเป็นเส้นเกลียว (Spirochete) โดยมีมากกว่า 200 ซีโรวาร์ (serovars) แต่ซีโรวาร์สำคัญที่พบก่อโรคในสัตว์เลี้ยงคือ Grippotyphosa,
Pomona, Bratislava, Icterohemorrhagicae และ Canicola
ภาพที่ 1
L .interrogans ย้อมด้วยสารเรืองแสง
ภาพที่ 2
L. interrogans ดูจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอน
กลไกการเกิดโรค
เชื้อถูกขับออกมาทางปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อได้นานหลายเดือนถึง 4
ปี ซึ่งมักปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง และตามสิ่งแวดล้อม
เชื้อสามารถติดต่อโดยการไชเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ผิวหนัง เยื่อบุของตา จมูก
และปาก ในกรณีที่มีการแช่น้ำเป็นเวลานานเชื้อสามารถไชเข้าสู่ผิวหนังได้ถึงแม้ไม่มีบาดแผล
ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 1-2 สัปดาห์
โดยหลังจากติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าสู่ระยะติดเชื้อในกระแสเลือด (Leptospiremic
phase) ประมาณ 1 สัปดาห์
หลังจากนั้นจะพบเชื้อถูกปล่อยออกมากับปัสสาวะ (Leptospiruric phase) ซึ่งระยะนี้เชื้อจะเข้าไปอยู่ในไต ตับ ม้าม ระบบประสาทส่วนกลาง และที่ตา
ภาพที่ 3
แสดง ผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซิสมีเลือดออกที่ตา
อาการป่วยในสัตว์
หลังจากได้รับเชื้ออาจพบอาการซึมลง เบื่ออาหาร มีไข้ ตาแดง
กล้ามเนื้ออักเสบ ตัวเหลือง
ในกรณีที่แสดงอาการที่รุนแรงและเฉียบพลันสัตว์ป่วยอาจช็อกแล้วเสียชีวิต
ในกรณีที่มีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอาจพบภาวะเยื่อบุสมองอักเสบแบบปราศจากเชื้อ
และอาจพบภาวะตาบอดจากจอประสาทตาอักเสบได้
แต่โดยส่วนใหญ่สัตว์ที่ติดเชื้อมักไม่ค่อยแสดงอาการป่วยแต่สามารถแพร่เชื้อทางปัสสาวะได้
การตรวจและวินิจฉัยโรค
ในเบื้องต้นสัตวแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจเลือด
ตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นอาจพบภาวะเม็ดเลือดขาวสูง
เกล็ดเลือดต่ำ ความผิดของตับและไต การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมจะทำการเอ็กซเรย์
หรืออัลตราซาวนด์ การตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อในทางคลินิกนิยมใช้วิธี Polymerase
chain reaction (PCR) ซึ่งเป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อจากปัสสาวะหรือเลือด
การรักษา
ในกรณีที่สัตว์ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฉี่หนูนั้น
สัตวแพทย์จะพิจารณาการให้ยาปฏิชีวนะขึ้นกับระยะการป่วยซึ่งต้องให้ยาประมาณ 2-5
สัปดาห์ นอกจากนี้สัตว์แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาตามอาการหรือประคองอาการร่วมด้วย
เช่น การให้น้ำเกลือ ยาบำรุงตับ ยาบำรุงไต ยาลดกรด ยาลดการอาเจียน เป็นต้น
การป้องกันและการควบคุม
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนูให้กับสุนัข
(ในแมวไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้)
- หลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปเล่นน้ำท่วมขัง
- ควบคุมประชากรหนูซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อ
- กรณีที่มีสัตว์ป่วยเป็นโรคฉี่หนู ควรแยกเลี้ยงสัตว์ป่วยกับสัตว์ปกติ
โดยที่เจ้าของสัตว์ไม่ควรสัมผัสกับตัวสัตว์ป่วย ปัสสาวะ อุจจาระ
และสิ่งคัดหลั่งโดยตรง ควรใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบู๊ต
- ควรทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัย กรง ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือความร้อน
คำแนะนำ
ถ้าสัตว์เลี้ยงที่บ้านของท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฉี่หนู
แนะนำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยถึงความเสี่ยงในการติดโรคฉี่หนู
โดยอาการเบื้องต้นที่พบในคนหลังจากได้รับเชื้อ 4-13 วัน อาจมีอาการดั้งนี้
มีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก อาเจียน
ตาแดง ตัวเหลือง และอาจมีเลือดออกตามผิวหนัง
ดังนั้นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อควรพบแพทย์ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการป่วย
ที่มา : http://www.vs.mahidol.ac.th/hospital/index.php?option=com_content&view=article&id=139:-leptospirosis&catid=35:article1&Itemid=73 (27
Nov 2015)
Bacteria Gram positive
4.โรคคอตีบ (Diphtheria)
โรคคอตีบ หรือ ดิพทีเรีย
เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ
มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ ในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ
จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ ซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ และจากพิษ (exotoxin) ของเชื้อจะทำให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
และเส้นประสาทส่วนปลาย
สาเหตุ
โรคคอตีบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae (C.
diphtheriae) ซึ่งมี รูปทรงแท่งและย้อมติดสีแกรมบวก
มีสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ
(nontoxogenic) พิษที่ถูกขับออกมาจะชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท
ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตาย
ภาพที่ 1 เชื้อ Corynebacterium
diphtheriae
ระบาดวิทยา
โรคติดต่อชนิดนี้ เชื้อจะพบอยู่ในคนเท่านั้นโดยจะพบอยู่ในจมูกหรือลำคอของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ
โดยไม่มีอาการ (carrier) ติดต่อกันได้ง่ายโดยการได้รับเชื้อโดยตรงจากการไอ
จามรดกัน หรือพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด
เชื้อจะเข้าสู่ผู้สัมผัสทางปากหรือทางการหายใจ
บางครั้งอาจติดต่อกันได้โดยการใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือ การดูดอมของเล่นร่วมกันในเด็กเล็ก
ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญในชุมชน
ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยโรคคอตีบในชุมชนแออัด ในกลุ่มชนที่มีเศรษฐานะไม่ดี
เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนจะติดเชื้อได้ตั้งแต่เล็กหลังจากภูมิต้านทานจากแม่หมดลง
ในประเทศที่ยังพบโรคนี้ได้ชุกชุมส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุระหว่าง 1-6 ปี สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วและมีระดับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบสูง
โรคนี้จะหมดไปหรือพบได้น้อยมาก ในประเทศไทยอุบัติการณ์ของโรคได้ลดลงมาก
ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่พบจะอยู่ในชนบทหรือในชุมชนแออัด
เป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ และพบในเด็กโตได้มากขึ้น
ถึงแม้อุบัติการณ์ของโรคจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนทุกแห่ง แต่อัตราป่วยตาย
(case-fatality rate) อยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ คือ
ประมาณร้อยละ 10
ระยะฟักตัวของโรคอยู่ระหว่าง 2-5 วัน อาจจะนานกว่านี้ได้ เชื้อจะอยู่ในลำคอของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บางครั้งอาจนานถึงหลายเดือนได้ ผู้ที่ได้รับการรักษาเต็มที่เชื้อจะหมดไป ภายใน 1 สัปดาห์
ระยะฟักตัวของโรคอยู่ระหว่าง 2-5 วัน อาจจะนานกว่านี้ได้ เชื้อจะอยู่ในลำคอของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บางครั้งอาจนานถึงหลายเดือนได้ ผู้ที่ได้รับการรักษาเต็มที่เชื้อจะหมดไป ภายใน 1 สัปดาห์
อาการและอาการแสดง
หลังระยะฟักตัวจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้อง
เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ
บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย
เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่
แผ่นเยื่อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกันเกิดเป็นแผ่นเยื่อ
(membrane) ติดแน่นกับเยื่อบุในลำคอ
ตำแหน่งที่จะพบมีการอักเสบและมีแผ่นเยื่อได้ คือ
- ในจมูก ทำให้มีน้ำมูกปนเลือดเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น
- ในลำคอและที่ทอนซิล ซึ่งแผ่นเยื่ออาจจะเลยลงไปในหลอดคอ
จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันหายใจลำบาก ถึงตายได้
- ตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ ที่ผิวหนัง เยื่อบุตา ในช่องหู
โรคแทรกซ้อน
1) ทางเดินหายใจตีบตัน
2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
3) ปลายประสาทอักเสบ ทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อ
การวินิจฉัยโรค
อาศัยอาการทางคลินิก มีไอเสียงก้อง เจ็บคอ ตรวจพบแผ่นเยื่อในลำคอ
บริเวณทอนซิลและลิ้นไก่ (uvula) มีอาการของทางเดินหายใจตีบตัน
การวินิจฉัยที่แน่นอนคือการเพาะเชื้อ C. diphtheriae โดยใช้
throat swab เชื้อบริเวณแผ่นเยื่อหรือใต้แผ่นเยื่อ
หรือจากแผ่นเยื่อที่หลุดออกมา เนื่องจากต้องใช้มีเดียพิเศษในการเพาะเชื้อ
จึงควรจะต้องติดต่อแจ้งห้องปฏิบัติการเมื่อนำส่ง specimen เมื่อเพาะได้เชื้อ
C. diphtheriae จะต้องทดสอบต่อไปว่าเป็นสายพันธุ์ที่สร้าง exotoxin
การรักษา
เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคคอตีบ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
เพราะแพทย์จะต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว
ผลการรักษาจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นมาก่อนได้รับการรักษา
1) การให้ diphtheria antitoxin (DAT)* เมื่อแพทย์ตรวจและสงสัยว่าเป็นคอตีบ
จะต้องรีบให้ DAT โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ไปทำลาย exotoxin
ก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทั้งนี้
โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ขนาดของ DAT ที่ให้อยู่ระหว่าง 10,000-20,000
หน่วย โดยพิจารณาตามความรุนแรงของโรค
หมายเหตุ *การให้ antitoxin ต้องทำ skin test
2) ให้ยาปฎิชีวนะ เพนนิซิลิน ฉีดเข้ากล้ามเป็นเวลา 14 วัน ถ้าแพ้เพนนิซิลิน ให้ erythromycin แทน
ยาปฏิชีวนะจะไปทำลายเชื้อ C. diphtheria
3) เด็กที่มีโรคแทรกซ้อนจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจ จะต้องได้รับการเจาะคอเพื่อช่วยให้หายใจได้
ส่วนโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและทางเส้นประสาท
ให้การรักษาประคับประคองตามอาการโรคแทรกซ้อนทางหัวใจนับเป็นสาเหตุสำคัญของการตายในโรคคอตีบ
4) เด็กที่เป็นโรคคอตีบจะต้องพักเต็มที่ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นปลายสัปดาห์ที่
2
การป้องกัน
1) ผู้ที่มีอาการของโรคจะมีเชื้ออยู่ในจมูก ลำคอ เป็นระยะเวลา 2-3
สัปดาห์ ดังนั้น จึงต้องแยกผู้ป่วยจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแล้ว 2 ครั้ง ผู้ป่วยที่หายจากโรคคอตีบแล้ว
อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นเต็มที่ จึงอาจเป็นโรคคอตีบซ้ำอีกได้
ดังนั้นจึงต้องให้วัคซีนป้องกันโรค (DTP หรือ dT) แก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทุกคน
2) ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันได้ง่าย
ดังนั้นผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคจะติดเชื้อได้ง่าย
จึงควรได้รับการติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยทำการเพาะเชื้อจากลำคอ
และติดตามดูอาการ 7 วัน
ในผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน
หรือได้ไม่ครบ ควรให้ยาปฏิชีวนะ benzathine penicillin 1.2 ล้านหน่วย
ฉีดเข้ากล้าม หรือให้กินยา erythromycin 50 มก./กก/วัน
เป็นเวลา 7 วัน พร้อมทั้งเริ่มให้วัคซีน
เมื่อติดตามดูพบว่ามีอาการ และ/หรือตรวจพบเชื้อ ให้ยาปฏิชีวนะดังกล่าว พร้อมกับให้
diphtheria antitoxin เช่นเดียวกับผู้ป่วย
3) ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี
3) ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี
ที่มา : https://blog.eduzones.com/pingpong/3441
(27 Nov,2015)
5. โรคบาดทะยัก (Tetanus)
เป็นโรคติดเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางประสาทและกล้ามเนื้อ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostidium tetani ซึ่งผลิต exotoxin ที่มีพิษต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
ทำให้มีการหดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา เริ่มแรกกล้ามเนื้อขากรรไกรจะเกร็ง
ทำให้อ้าปากไม่ได้ โรคนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคขากรรไกรแข็ง (lockjaw)
ผู้ป่วยจะมีคอแข็ง หลังแข็ง ต่อไปจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
ทั่วตัว ทำให้มีอาการชักได้
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Clostridium tetani ซึ่งเป็น
anaerobic bacteria ย้อมติดสีแกรมบวก
มีคุณสมบัติที่จะอยู่ในรูปแบบของสปอร์ (spore) ที่ทนทานต่อความร้อนและยาฆ่าเชื้อหลายอย่าง
เชื้อสามารถสร้าง exotoxin ที่ไปจับและมีพิษต่อระบบประสาท
ภาพที่ 1 เชื้อ Clostridium tetani
ที่มา : http://www.gettyimages.com/detail/illustration/clostridium-tetani-stock-graphic/502865465
(27 Nov,2015)
ระบาดวิทยา
โรค บาดทะยักพบได้ทั่วทุกแห่ง เชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะในรูปแบบของสปอร์
พบได้ในดินตามพื้นหญ้าทั่วไปได้นานเป็นเดือนๆ หรืออาจเป็นปี
เชื้อจะพบได้ในลำไส้ของคนและสัตว์ ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยมูลสัตว์
เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล โดยจะแบ่งตัวและขับ exotoxin ออกมา เชื้อจะเจริญแบ่งตัวได้ดีในแผลลึก อากาศเข้าไม่ได้ดี เช่น
บาดแผลตะปูตำ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ผิวหนังถลอกบริเวณกว้าง บาดแผลในปาก ฟันผุ
หรือเข้าทางหูที่อักเสบ
โดยการใช้เศษไม้หรือต้นหญ้าที่มีเชื้อโรคนี้ติดอยู่แคะฟันหรือแยงหู
บางครั้งอาจเข้าทางลำไส้ได้
ทาง เข้าที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ในทารกแรกเกิดคือ เชื้อเข้าทางสายสะดือที่ตัดด้วยกรรไกรหรือของมีคมที่ไม่สะอาด ที่พบบ่อยในชนบทคือการใช้ไม้ไผ่หรือมีดทำครัวตัดสายสะดือและการพอกสะดือด้วย ยากลางบ้านหรือโรยด้วยแป้งที่อาจปนเปื้อนเชื้อบาดทะยัก ทำให้เชื้อเข้าสู่แผลรอยตัดที่สะดือ ทำให้เกิดโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด ซึ่งมีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 20-50
ทาง เข้าที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ในทารกแรกเกิดคือ เชื้อเข้าทางสายสะดือที่ตัดด้วยกรรไกรหรือของมีคมที่ไม่สะอาด ที่พบบ่อยในชนบทคือการใช้ไม้ไผ่หรือมีดทำครัวตัดสายสะดือและการพอกสะดือด้วย ยากลางบ้านหรือโรยด้วยแป้งที่อาจปนเปื้อนเชื้อบาดทะยัก ทำให้เชื้อเข้าสู่แผลรอยตัดที่สะดือ ทำให้เกิดโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด ซึ่งมีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 20-50
อาการและอาการแสดง
หลัง จากได้รับเชื้อ สปอร์ที่เข้าไปตามบาดแผลจะแตกตัวออกเป็น vegetative
form ซึ่งจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและผลิต exotoxin ซึ่งจะกระจายจากแผลไปยังปลายประสาทที่แผ่กระจายอยู่ในกล้ามเนื้อ
ทำให้เกิดความผิดปกติในการควบคุมการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
ระยะจากที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการเริ่มแรก คือ มีอาการขากรรไกรแข็ง
ที่เรียกว่าระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3-21 วัน เฉลี่ย 8
วัน
1)
บาดทะยักในทารกแรกเกิด อาการมักจะเริ่มเมื่อทารกอายุประมาณ 4-10
วัน อาการแรกที่จะสังเกตได้คือ เด็กดูดนมลำบาก หรือไม่ค่อยดูดนม
ทั้งนี้ เพราะมีขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ได้ ต่อมาเด็กจะดูดนมไม่ได้เลย
หน้าแบบยิ้มแสยะ (Risus sardonicus หรือ Sardonic
grin) เด็กอาจร้องครางต่อมาจะมีมือ แขน และขาเกร็ง หลังแข็งและแอ่น
ถ้าเป็นมากจะมีอาการชักกระตุกและหน้าเขียวอาการเกร็งหลังแข็งและหลังแอ่นนี้
จะเป็นมากขึ้น ถ้ามีเสียงดังหรือเมื่อจับต้องตัวเด็ก อาการเกร็งชักกระตุก
ถ้าเป็นถี่ๆ มากขึ้นจะทำให้เด็กหน้าเขียวมากขึ้น
ทำให้เป็นอันตรายถึงตายได้เพราะขาดออกซิเจน
2)
บาดทะยักในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เมื่อเชื้อเข้าทางบาดแผล
ระยะฟักตัวของโรคก่อนที่จะมีอาการประมาณ 5-14 วัน
บางรายอาจนานถึง 1 เดือน หรือนานกว่านั้นก็ได้
จนบางครั้งบาดแผลที่เป็นทางเข้าของเชื้อบาดทะยักหายไปแล้ว
อาการเริ่มแรกที่จะสังเกตพบคือ ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ได้ มีคอแข็ง หลังจากนี้ 1-2
วัน ก็จะเริ่มมีอาการเกร็งแข็งในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย คือ หลัง แขน
ขา เด็กจะยืนและเดินหลังแข็ง แขนเหยียดเกร็ง ให้ก้มหลังจะทำไม่ได้
หน้าจะมีลักษณะเฉพาะคล้ายยิ้มแสยะ
และระยะต่อไปก็อาจจะมีอาการกระตุกเช่นเดียวกับในทารกแรกคลอด
ถ้ามีเสียงดังหรือจับต้องตัวจะเกร็งและกระตุกมากขึ้น มีหลังแอ่น และหน้าเขียว
บางครั้งมีอาการรุนแรงมาก อาจทำให้มีการหายใจลำบากถึงตายได้
การวินิจฉัยโรค
อาจจะเพาะเชื้อ C. tetani ได้จากแผล
โดยทั่วไปแล้วมักจะเพาะเชื้อไม่ได้ การวินิจฉัยส่วนใหญ่จึงอาศัยอาการทางคลินิก
โรค
บาดทะยักจะวินิจฉัยแยกโรคจากโรคสมองอักเสบได้จากการที่โรคบาดทะยักไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงในระดับการรู้สติ นอกจากในรายที่ชักมากจนสมองขาดออกซิเจน
การรักษาพยาบาล
1)
การปฏิบัติก่อนที่จะนำไปพบแพทย์
ถ้าสังเกตว่าเด็กไม่ดูดนมและไม่อ้าปากแสดงว่ามีขากรรไกรแข็ง
อย่าพยายามฝืนหรือกรอกนม เพราะอาจจะทำให้สำลักนมเข้าทางเดินหายใจ
ทำให้ขัดขวางทางเดินหายใจอาจถึงตายได้ทันที หรืออาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้
ควรหลีกเลี่ยงการจับต้องตัวโดยไม่จำเป็น
และอย่าให้มีเสียงดังรบกวนเพราะจะทำให้ชักเกร็งมากขึ้นได้
2)
การรักษาเฉพาะให้ tetanus antitoxin (TAT) 10,000-20,000* หน่วย เข้าหลอดเลือดหรือให้ tetanus immune globulin (TIG)
3000-6000 หน่วยเข้ากล้าม เพื่อให้ไปทำลาย tetanus toxin ที่ยังไม่ไปจับที่ระบบประสาท ให้ยาปฏิชีวนะ penicillin ขนาดสูง เพื่อทำลายเชื้อ C. tetani ที่บาดแผล
หมายเหตุ *ก่อนให้ antitoxin ต้องทำ skin
test
3)
ให้การรักษาตามอาการ ให้ยาระงับชัก ยาลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
งดอาหารและน้ำทางปากในขณะที่มีอาการเกร็งหรือชัก ให้อาหารทางหลอดเลือด
4) ดูแลเรื่องการหายใจ
4) ดูแลเรื่องการหายใจ
การป้องกัน
1)
เมื่อมีบาดแผลต้องทำแผลให้สะอาดทันที
โดยการฟอกด้วยสบู่ล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ใส่แผลสด พร้อมทั้งให้ยารักษาการติดเชื้อ ถ้าแผลลึกต้องใส่ drain
ด้วย
2)
ใช้เครื่องมือที่สะอาดในการทำคลอด เครื่องมือทุกชิ้นจะต้องต้มในน้ำเดือดนาน
1/2 -1 ชั่วโมง รักษาความสะอาดของสะดือโดยการเช็ดด้วย Alcohol
70% เช็ดวันละ 1-2 ครั้ง
ห้ามใช้แป้งหรือผงยาต่างๆ โรยสะดือ ไม่ควรห่อหุ้มพันท้อง หรือปิดสะดือ
3)
ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน เมื่อมีแผลต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย
เพื่อพิจารณาให้ tetanus toxoid (T) ป้องกันโรคบาดทะยักให้ครบและให้
TAT หรือ TIG ในรายที่แผลใหญ่สกปรกมาก
ในรายที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้วครบ 4-5 ครั้ง ในระยะ 5-10
ปี ให้วัคซีน T 0.5 มล. เข้ากล้ามครั้งเดียว
ในรายที่ได้ วัคซีนนานเกิน 10 ปี และมีบาดแผลมานานเกิน 24
ชั่วโมง ให้ T 0.5 มล.
เข้ากล้ามครั้งเดียวพร้อมกับให้ TAT ด้วย
4)
ในผู้ป่วยที่หายจากโรคบาดทะยัก
ต้องให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักครบชุด เพราะจะไม่มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเพียงพอ
การป้องกัน ที่ดีที่สุด คือ ให้วัคซีนป้องกัน DTP ตั้งแต่อายุ
2, 4 และ 6 เดือน และเพิ่มอีก 2
ครั้งเมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง และ 4 ปี หลังจากนั้นอาจให้ทุก 10 ปี โดยให้เป็น T หรือ dT สำหรับการป้องกันบาดทะยักในทารกแรกเกิด
ทางที่ดีที่สุดคือ การคลอดและตัดสายสะดือโดยถูกต้อง สะอาด ดูแลสะดือดังกล่าวข้างต้น
และที่ได้ผลดีคือการให้ dT แก่หญิงมีครรภ์ โดยให้ 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน
ครั้งสุดท้ายควรจะต้องให้ก่อนคลอดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน
หญิงมีครรภ์ที่ได้รับ T 2 ครั้งตามกำหนดนี้จะสร้าง antitoxin
ซึ่งจะผ่านไปยังทารกแรกเกิดในระดับที่สูงพอที่จะป้องกันโรคบาดทะยักได้
และ antitoxin จะยังคงอยู่ในระดับที่สามารถป้องกันได้นานถึง 3
ปี แต่เพื่อให้แน่ใจว่าระดับภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงและอยู่นาน
ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีด T เข็มที่ 3 ในระยะ
6-12 เดือนหลังเข็มที่ 2 ซึ่งอาจจะให้ในระยะหลังคลอด
การได้รับ 3 ครั้ง จะทำให้ระยะภูมิคุ้มกันอยู่ได้นาน 10
ปี ในพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดสูง
จะแนะนำให้ T แก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ 3 ครั้ง
2 ครั้งแรกห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 เป็นเวลาอย่างน้อย
6 เดือน
ที่มา : http://thaigcd.ddc.moph.go.th/knowledges/view/16
(27 Nov,2015)







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น